เครื่องดักฟัง N9 กับ T10 ต่างกันตรงไหน และ มีอะไรที่ไม่เหมือนกันบ้าง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

กิดความต่อเนื่องโดยยึดเอาพื้นที่มีการเดินทางไปถึงเป็นหลัก ประสบความสำเร็จตามสมควรเพราะยังไม่เคยมีนิตยสารฉบับใดใช้การเวียนเขียนแบบนี้โดยเอาการเดินทางมาเป็นแกนสำคัญ ใช่แต่เท่านั้นชื่อตอนของคนเขียนมีความไพเราะต่อเนื่องโดยคุณสุภัทรอีกเหมือนกันเสียดายที่สารคดีชุดนี้มิได้มีการจัดพิมพ์รวมเล่มน่าจะเป็นเพราะความสำเร็จนี้ก็ได้ เมื่อคณะนักเขียนได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ โปรดเกล้าฯ ให้เข้าเฝ็าฯ แล้วทรงพระกรุณาพระราช-ทานเลี้ยงอาหารคา ณ พระตำหนักภูพิงคราซนิเวศน์ คุณสุภัทรก็จัดให้ผู้เดินทางไปครั้งนั้นเขียนสารคดีต่อเนื่องกันอีกคุณลุภัทรเป็นผู้ประเดิมเปิดเรื่องด้วย “ฟ้าสางเหนือซากังราว” ต่อด้วยคุณเพ็ญแข วงคัสง่า “หมอกพราวธารา” ต่อด้วยคุณเศก ดุสิต “เฮฮาเมื่อเที่ยงคืน” คุณสุภาว์ เทวกุลฯ เขียน “รื่นรมย์ชมเขื่อน”  เครื่องดักฟังไร้สายราคา “เยือนแดนแก้วโป่งข่าม” ของ “ทมยันตี” ตามมาด้วย “วัชรวัน” ในเรื่อง “ข้ามสู่เวียงพิงค์” คุณกุลทรัพย์ รุ่งฤดี เขียน “แม่ระรงค์โรยมนต์” คุณชุวงคั ฉายะจินดา ต่อด้วย “เฝัายลพระบารมี” ของผมเองต่อคุณ'บวงค์ก็คือ“ปฐพีถิ่นไทยงาม” คิวรองสุดท้ายคือเสนีย์ บุษปะเกศ “ยามอำลาภูพิงค์”และปิดเรองด้วย “หญิงเหนือในฝัน” คือคุณณรงค์ จันทร์เรืองเห็นชื่อตอนแต่ละตอนแล้วผมว่า ไม่ต้องอ่านเนื้อหาก็มองได้ทะลุว่ามีการเดินทางผ่านพิษณุโลก มุ่งขึ้นเหนือแวะที่ไหนบ้าง ซื่อตอนจะบอกใบ้ ทั้งนี้ ด้วยวิธีเดียวกันคือ คุณสุภัทรจะเป็นคนบอกว่า ใครจะเขียนตรงไหน แล้วก็เก็บเกี่ยวเนื้อหาเอาเองน่าสนุกนะครับ เวลาที่ยังเหลืออยู่ในทะเลนํ้าหมึกหลังจากได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้พวกเรานักเขียนได้เข้าเฝืาฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถในวโรกาสเนปีใหม่ {๒๕๑ร:) และกลับมาเขียนสารคดีกันคนละหนึ่งบทแล้ว ผมยังเขียน “ลูกแก้ว” ต่อไปได้อีกและแล้วจู่ๆ ก็มีเพื่อนคนหนึ่งโผล่เข้ามาเยี่ยมพร้อมคำถามว่าลาออกจากพิมพ์ไทยแล้วทำอะไร ผมก็บอกไปตามความจริงคือเขียน “ลูกแก้ว” ล่งนิตยสาร “อาทิตย์รายลัปดาห์”

 

เครื่องดักฟังจิ๋ว

 

กับบทละครโทรทัศน์อีกหนึ่งหรือสองเรื่อง ซึ่งสามารถจะเขียนล่งให้ได้ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหน ช่วงเวลานั้นผมอาศัยอยู่ที่บ้านในซอยสารสิน ถนนวิทยุ เพื่อนผู้หวังดีเลยบอกว่าอยากให้ผมไปช่วยเขาทำโรงภาพยนตร์ที่ปรับอากาศทั้งโรงเหมือนกรุงเทพฯ เพราะเขากำลังสร้างอยู่ รวมทั้งโรงแรมด้วยคิดไป-คิดมาแล้วผมก็ตอบตกลงและขอบคุณ คุณสุชน ชามพูนทมาตราบทุกวันนี้ที่มารับผมไปร่วมงานที่พิษณุโลกคุณสุชนได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพิษณุโลก ผมไม่เกี่ยวข้องด้วยเลย คงไปช่วยดูแลโรงภาพยนตร์พิษณุโลกรามาให้เรียบ  ร้อยเพราะมีกำหนดเปิดโรงและหารือกันว่าจะเปิดโรงด้วยภาพยนตร์เรื่องอะไร ถ้าจำไม่ผิดก็คือ “โทน” ของคุณเปียก โปสเตอร์ จะว่าไป คุณโรมบุนนาค เป็นคนหนึ่งที่แนะนำเกี่ยวกับการสังกัดสายหนังชึ่งดูเหมือนจะเป็น “ไฟว์สตาร์”  เครื่องดักฟังและติดตามตัว ที่คุณโรมเข้าไปมีบทบาทร่วมงานมาแต่ต้นต่อมาโรงแรมอมรินทร์นครก็ใกล้จะเสร็จเหมือนกัน โรงแรมนี้หรูหราในช่วงเวลานั้น อยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟเลย ทุกอย่างดำเนินไปด้วยความราบรื่น ในช่วงแรกผมนอนที่บ้านคุณสุชน เมื่อโรงแรมเสร็จก็ย้ายมานอนโรงแรม ตอนดึกๆ จะลงมาดูการทำงานของเจ้าหน้าที่ฟร้อนทํแล้วก็ไถลไป พอรุ่งสางก็เดินเข้าคอฟที่เซ็อปที่มีคุณโรมและคุณดารณีเป็นผู้ดูแลอยู่ที่นั้นผมได้พบและรู้จักกับนายตำรวจท่านหนึ่งคือคุณวันชัย วิสุทธิ-นันท์ ซึ่งเวลานั้นได้เกษียณราชการไปแล้วผมอยู่พิษณุโลกประมาณห้าเดือนลงมากรุงเทพฯ ครั้ง-สองครั้งครั้งสุดท้ายได้รู้ว่าคุณมานะมาควบคุมดูแลการก่อสร้างสำนักงานในอันที่จะออกหนังสือพิมพ์อยู่ที่ถนนวิภาวดีรังสิต ผมถือโอกาสมาดูและพบคุณมานะพอดี มีการคุยกันถึงเรื่องที่ผมจะกลับมาทำงานหนังสือพิมพ์อีกไหม...?เรื่องพรรค์นี้ที่จริงคงไม่ต้องถามไถ่กันเลย จะเอายังไงก็ว่ามา ที่นั้นตัวอาคารเสร็จแล้วมีการลำเลียงข้าวของต่างๆ ที่จะใช้ ทั้งโต๊ะ เก้าอี้ และสิ่งจำเป็นทั้งหลาย ด้านหลังอาคารมีโรงเรือนสำหรับคนชับรถและจะขอไว้ลักสองห้องสำหรับนักข่าวที่อยู่เวร มีบริเวณพอสมควรระหว่างตัวอาคารกับโรงเรือนคุณมานะเล่าว่ามาที่นึ่ทุกวัน รวมทั้งอีกหลายคนที่ยกกันมาจาก“พิมพ์ไทย” โรจน์ งามแม้น  เครื่องดักฟังระยะไกล มีภาระต้องเป็น “จุมโฟ” คือหุงข้าวเป็นประจำวัน จักร์สิงห์ ประภาสโนบล, สุรินทร์ ลีลาวัฒน์, เอกชัย และอีกหลายคนในกองบรรณาธิการ มีการเตรียมแผนงานไว้บ้างแล้วโดยคุณมานะถามไถ่ว่าผมจะลงมาจากพิษณุโลกอีกเมื่อใดแล้วขอให้แวะมาคุยกันเพราะยังมีอีกหลายคนที่จะต้องจัดหามาร่วมงานกันอ้อ, ผมเกือบลืมคนสำคัญอีกคนที่มานะหอบหิ้วมาจาก “พิมพ์ไทย” ด้วยเหมือนกัน คือ คุณบุญสม รดาเจริญ ซึ่งเป็นคนที่ช่วยเลือกเกี่ยวกับแท่นพิมพ์และอื่นๆ อีก โดยบุญสมจะมีหน้าที่สำคัญมากทีเดียวคือรับผิดชอบหน้าเด็กซึ่งจะมืทุกวัน เพราะบุญสมเป็นคนขอรับภาระนี้เองแล้วเวลาที่ต้องจากลาพิษณุโลกก็มาถึง ตลอดเวลาประมาณหกเดือนที่ร่วมทำงานที่นั่น ถือได้ว่าลุล่วงตามเปัาหมายทีเดียว เฉพาะโรงหนังนั้นมือยู่โปรแกรมหนึ่งเป็นหนังไทยของ “รุจน์ รณภพ” ซึ่งเมื่อฉายดูนั้นรู้อยู่แล้วว่าหนังมืความยาวเกินเวลาทำให้รอบที,ควรจะเป็นหายไปหนึ่งรอบ ผมเป็นคนเสนอทีจะ “หั่น” เองทั้งๆ ที่เป็นภาพยนตร์ ๓๔ ม.ม.เสียงในฟิล์ม ผมดูไปพลางโน้ตบางช่วงบางตอนไปพลาง พอจบเรื่องก็จัดแจงเอาม้วนหนังมาพร้อมด้วยเครื่องมือตัดต่อและมีคนฉายมาเป็นลูกมือผมเป็นคนชอบการตัดต่อมาตั้งแต่ริโดดลงมาผึเกเขียนบทแล้ว ก็จัดแจงไล่ม้วนแรก ฉากไหนจะต้องตัด ไล่ไปเรื่อยแต่ละฉากๆ กว่าจะจบเรื่องก็ค่อนดึกแล้วเพราะยังต้องฉายดูด้วยว่า  อุปกรณ์นักสืบราคาถูก ตรงส่วนที่ผมตัดนั้นมี“เสียง” โดดหรือไม่ จะด้วยอะไรก็ไม่ทราบเหมือนกัน ได้ความยาวพอเหมาะกับรอบที่จะฉายโดยไม่มืเสียงโดดหรือภาพกับเสียงไม,ตรงกันแต่อย่างใด ถือว่าโชคดีเหลือหลายส่วนของฟิล์มที่ตัดออกนั้นเก็บไว้อย่างมีระเบียบ เพราะเมื่อส่งหนังกลับคืนจะต้องเอามาใส่ไว้ตามเดิม โดยเจ้าของหนังไม่รู้เพราะหนังออกเดินสายแล้วการตัดหรือ “ยกออก” หนังเสียงในฟิล์มนั้นถ้าไม่รู้เทคนิคจะมืเสียง “โดด” คือภาพกับเสียงจะไม่ตรงกัน วันนั้นผมเสร็จงานเอาเมื่อเวลาประมาณ RT โมงเช้า

 

 

เครื่องดักฟัง

Write a comment

Comments: 0